วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 11
วันพุธ ที่ 15 มีนาคม 2560
การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
รูปแบบการจัดการศึกษา
1. การศึกษาปกติทั่วไป (Regular Education)
2. การศึกษาพิเศษ (Special Education)
3. การศึกษาแบบเรียนร่วม  (Integrated Education หรือ Mainstreaming)โรงเรียน เลือก เด็ก คัดเด็กได้
4. การศึกษาแบบเรียนรวม  (Inclusive Education)เด็ก เลือก โรงเรียน
การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
         เด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา
ความหมายของการศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming)
- การจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไป
- มีกิจกรรมที่ให้เด็กพิเศษกับเด็กทั่วไปได้ทำร่วมกัน
- ใช้ช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งในแต่ละวัน
- ครูปฐมวัยและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือกัน
การเรียนร่วมบางเวลา (Integration)
- การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติในบางเวลา(รายวิชาดนตรี ศิลปะเป็นต้น)
- เด็กพิเศษได้มีโอกาสแสดงออก และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กปกติ
- เป็นเด็กพิเศษที่มีความพิการระดับปานกลางถึงระดับมาก จึงไม่อาจเรียนร่วมเต็มเวลาได้
**จะมีห้องเรียนของเด็กพิเศษอยู่แล้ว
การเรียนร่วมเต็มเวลา (Mainstreaming)
- การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติตลอดเวลาที่เด็กอยู่ในโรงเรียน
- เด็กพิเศษได้รับการจัดกระบวนการเรียนรู้และบริการนอกห้องเรียนเหมือนเด็กปกติ
- มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กเข้าใจซึ่งกันและกัน ตอบสนองความต้องการซึ่งกันและกันและมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
- เด็กปกติจะยอมรับความหลากหลายของมนุษย์ เข้าใจว่าคนเราเกิดมาไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกอย่าง ท่ามกลางความแตกต่างกัน มนุษย์เราต้องการความรัก ความสนใจ ความเอาใจใส่เช่นเดียวกันทุกคน
ความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)
- การศึกษาสำหรับทุกคน
- รับเด็กเข้ามาเรียนรวมกันตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษา
- จัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล
Wilson , 2007
- การจัดการเรียนการสอนที่ยึดปรัชญาของการอยู่รวมกัน (Inclusion) เป็นหลัก
- การสอนที่ดี เป็นการสอนที่ครูกับนักเรียนช่วยกันให้ทุกคนเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน
- กิจกรรมทุกชนิดที่จะนำไปสู่การสอนที่ดี (Good Teaching) ต้องคิดอย่างรอบคอบเพื่อหาหนทางให้นักเรียนทุกคนสามารถเรียนได้
- เป็นการกำหนดทางเลือกหลายๆ ทาง
ปรัชญา ความเสมอภาค ความเท่าเทียมกัน ทุกคนสามารถเรียนได้

"Inclusive Education is Education for all,
It involves receiving people
at the beginning of their education,
with provision of additional services
needed by each individual"

การศึกษาสำหรับทุกคน
ทุกคนควรมีสิทธิ์ทีจะได้รับ
การเริ่มต้นการศึกษา 
และได้รับการส่งเสริมช่วยเหลือ
เเตกต่างกันไปเป็นรายบุคคล

สรุปความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม
- เป็นการจัดการศึกษาที่จัดให้เด็กพิเศษเข้ามาเรียนรวมกับเด็กปกติ โดยรับเข้ามาเรียนรวมกัน ตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษาและจัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล
- เด็กพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา
- เกิดจากปรัชญาการศึกษาที่กล่าวไว้ว่า การศึกษาสำหรับทุกคน (Education for All)
- การเรียนรวม เป็นแนวคิดทางการศึกษาอย่างหนึ่งที่โรงเรียนจะต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยกว่าเด็กคนใดเป็นเด็กปกติ หรือเด็กคนใดเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
- เด็กเลือกโรงเรียนไม่ใช่โรงเรียนเลือกเด็ก
- เด็กทุกคนที่ผู้ปกครองพาเข้ามาโรงเรียนทางโรงเรียนจะต้องรับเด็กไว้ และจะต้องจัดการศึกษาให้อย่างเหมาะสม และดำเนินการเรียนในลักษณะ รวมกันที่ทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่ง ของสังคม ทุกคนยอมรับซึ่งกันและกัน
- ทุกคนยอมรับว่ามี ผู้พิการ อยู่ในสังคมและเขาเหล่านั้นต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่จะต้องใช้ชีวิตร่วมกันกับคนปกติ โดยไม่มีการแบ่งแยก
ความสำคัญของการศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
- ปฐมวัยเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการเรียนรู้ วัยทองของชีวิต
- “สอนได้
- เป็นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด
บทบาทครูปฐมวัยในห้องเรียนรวม
(กิจกรรมวาดรูปดอกบัว)
***โจทย์ คือ วาดให้เหมือนตัวเเบบที่สุด แล้วเขียนข้อความลงไปว่าเห็นอะไรในรูปนี้บ้าง การเขียนที่ถูกต้องคือเขียนในสิ่งที่เห็น คือ ดอกบัวที่ชมพูอมม่วง มีกลีบ14 กลับ มีเกสรสีเหลือง มีก้านสีเขียว ไม่ควรใส่ความรู้สึกลงไป เหมือนกับการที่เรามองเด็กพิเศษเราควรมองในสิ่งที่เห็น***

1.ครูไม่ควรวินิจฉัย
- การวินิจฉัย หมายถึงการตัดสินใจโดยดูจากอาการหรือสัญญาณบางอย่าง
- จากอาการที่แสดงออกมานั้นอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้
2.ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทเด็ก
- เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
- ชื่อเปรียบเสมือนตราประทับตัวเด็กตลอดไป
- เด็กจะกลายเป็นเช่นนั้นจริงๆ
*ไม่ตั้งฉายาให้เด็กพิเศษ
3.ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ
- พ่อแม่ของเด็กพิเศษ มักทราบดีว่าลูกของเขามีปัญหา
- พ่อแม่ไม่ต้องการให้ครูมาย้ำในสิ่งที่เขารู้อยู่แล้ว
- ครูควรพูดในสิ่งที่เป็นความคาดหวังในด้านบวก แต่ต้องไม่ให้เกิดความหวังผิดๆ
- ครูควรรายงานผู้ปกครองว่าเด็กทำอะไรได้บ้าง เท่ากับเป็นการบอกว่าเด็กทำอะไรไม่ได้
- ครูช่วยให้ผู้ปกครองมีความหวังและเห็นแนวทางที่จะช่วยให้เด็กพัฒนา
*พูดเชิงบวกในพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงๆ ควรเริ่มต้นด้วยพูดการชมก่อน
4.ครูทำอะไรบ้าง
- ครูสามารถชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของเด็กในเรื่องที่เกี่ยวกับพัฒนาการต่างๆ
- ให้ข้อแนะนำในการหาบุคลากรที่เหมาะสมในการประเมินผลหรือวินิจฉัย
- สังเกตเด็กอย่างมีระบบ
- จดบันทึกพฤติกรรมเด็กเป็นช่วงๆ
5.สังเกตอย่างมีระบบ
- ไม่มีใครสามารถสังเกตอย่างมีระบบได้ดีกว่าครู
- ครูเห็นเด็กในสถานการณ์ต่างๆ ช่วงเวลายาวนานกว่า
- ต่างจากแพทย์ นักจิตวิทยา นักคลินิก มักมุ่งความสนใจอยู่ที่ปัญหา
6.การตรวจสอบ (แพทย์)
- จะทราบว่าเด็กมีพฤติกรรมอย่างไร
- เป็นแนวทางสำคัญที่ทำให้ครูและพ่อแม่เข้าใจเด็กดีขึ้น
- บอกได้ว่าเรื่องใดบ้างที่เด็กต้องการความช่วยเหลือ
7.ข้อควรระวังในการปฏิบัติ
- ครูต้องไวต่อความรู้สึกและตัดสินใจล่วงหน้าได้ (ต้องมีการวางแผนเสมอ)
- ประเมินให้น้ำหนักความสำคัญของเรื่องต่างๆได้ (แก้พฤติกรรมทีละอย่าง โดยเริ่มแก้จากพฤติกรรมที่รุนเเรงที่สุดก่อน เช่น ทำร้ายเพื่อน ขว้างปาสิ่งของ ทำร้ายตนเอง)
- พฤติกรรมบางอย่างของเด็กไม่ได้ปรากฏให้เห็นเสมอไป
8.การบันทึกการสังเกต
การนับอย่างง่ายๆ
- นับจำนวนครั้งของการเกิดพฤติกรรม
- กี่ครั้งในแต่ละวัน กี่ครั้งในแต่ละชั่วโมง
- ระยะเวลาในการเกิดพฤติกรรม
การบันทึกต่อเนื่อง
- ให้รายละเอียดได้มาก
- เขียนทุกอย่างที่เด็กทำในช่วงเวลาหนึ่ง หรือช่วงกิจกรรมหนึ่ง
- โดยไม่ต้องเข้าไปแนะนำช่วยเหลือ
*ไม่ใส่ความรู้สึกลงไป

การบันทึกไม่ต่อเนื่อง
- บันทึกลงบัตรเล็กๆ
- เป็นการบันทึกสั้นๆเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนในช่วงเวลาหนึ่ง
9.การเกิดพฤติกรรมบางอย่างมากเกินไป
- ควรเอาใจใส่ถึงระดับความมากน้อยของความบกพร่อง มากกว่าชนิดองความบกพร่อง
- พฤติกรรมไม่เหมาะสมที่พบได้ในเด็กทุกคน ไม่ควรจัดเป็นสิ่งผิดปกติ
10.การตัดสินใจ
- ครูต้องตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง
- พฤติกรรมของเด็กที่เกิดขึ้น ไปขัดขวางความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กหรือไม่

ความรู้ที่ได้รับและการนำไปใช้
           ได้รับความรู้เกี่ยวกับการจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวม ที่มีเด็กที่มีความต้องการพิเศษเรียนอยู่ด้วย ซึ่งเเต่ละโรงเรียนจะมีรูปแบบในการจัดการศึกษาต่างกันออกไป ในโรงเรียนส่วนใหญ่จะเป็นการศึกษาเเบบเรียนร่วม คือ โรงเรียนยังมีการคัดเด็กที่เข้าไปเรียนอยู่ นอกจากนี้ยังได้รับความรู้ในบทบาทของครูในการปฏิบัติตนเมื่อในห้องเรียนมีเด็กพิเศษ และการพูดคุยกับพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างถูกวิธี 
ประเมินผล
ประเมินตนเอง เข้าเรียนตรงเวลา เเต่งกายเรียบร้อย ไม่พูดคุยกับเพื่อนเสียงดัง ตั้งใจฟังอาจารย์สอน
ประเมินเพื่อน   เพื่อนทุกคนตั้งใจเรียนไม่พูดคุยเสียงดังขณะที่อาจารย์สอน
ประเมินอาจารย์ อาจารย์เข้าสอนตรงเวลา ใส่ใจดูแลนักศึกษา เเต่งกายเรียบร้อยยิ้มเเย้มเเจ่มใสเสมอ ^^

วันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2560

บันทึการเรียนรู้ครั้งที่ 10
วันพุธ ที่ 8 มีนาคม 2560

***สอบกลางภาค***
วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาเเบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย

วันพุธที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 9
วันพุธ ที่ 1 มีนาคม 2560

                เริ่มต้นการเรียนการสอนวันนี้ด้วยการทักทายสวัสดีกัน และพูดถึงเรื่องที่ได้ไปสังเกตการสอนในเรื่องกิจกรรมการเรียนรวมที่โรงเรียนเกษมพิทยาแลกเปลี่ยนร่วมกันในชั้นเรียน
                ต่อมาอาจารย์ให้นักศึกษาออกมารับวัสดุ คือ ปากกาเมจิก 12 สี (เป็นค่าวัสดุฝึก)ตามเลขที่
 
ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ 
(Children with Behavioral and Emotional Disorders)
- มีความรู้สึกนึกคิดที่ผิดไปจากปกติ
- แสดงออกถึงความต้องการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
- มีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ
- เด็กที่มีการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินานๆ ไม่ได้
- เด็กที่ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตนเองไม่ได้
- ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเรียบร้อย

ลักษณะของเด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
1.ความวิตกกังวล (Anxiety) ซึ่งทำให้เด็กมีนิสัยขี้กลัว
2.ภาวะซึมเศร้า (Depression) มีความเศร้าในระดับที่สูงเกินไป
3.ปัญหาทางสุขภาพ และขาดแรงกระตุ้นหรือความหวังในชีวิต

การจำแนกเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ ตามกลุ่มอาการ
ด้านความประพฤติ (Conduct Disorders)
- ทำร้ายผู้อื่น ทำลายสิ่งของ ลักทรัพย์
- ฉุนเฉียวง่าย หุนหันพลันแล่น และเกรี้ยวกราด
- กลับกลอก เชื่อถือไม่ได้ ชอบโกหก ชอบโทษผู้อื่น
- เอะอะและหยาบคาย
- หนีเรียน รวมถึงหนีออกจากบ้าน
- ใช้สารเสพติด
- หมกมุ่นในกิจกรรมทางเพศ
ตัวอย่าง
ด้านความตั้งใจและสมาธิ (Attention and Concentration)
- จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะสั้น (Short attention span) อาจไม่เกิน 20 วินาที
- ถูกสิ่งต่างๆ รอบตัวดึงความสนใจได้ตลอดเวลา
- งัวเงีย ไม่แสดงความสนใจใดๆ รวมถึงมีท่าทางเหมือนไม่ฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูด
สมาธิสั้น (Attention Deficit)
- มีลักษณะกระวนกระวาย ไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้ หยุกหยิกไปมา
- พูดคุยตลอดเวลา มักรบกวนหรือเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น
- มีทักษะการจัดการในระดับต่ำ
การถอนตัวหรือล้มเลิก (Withdrawal)
- หลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และมักรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น
- เฉื่อยชา และมีลักษณะคล้ายเหนื่อยตลอดเวลา
- ขาดความมั่นใจ ขี้อาย ขี้กลัว ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก
- ความผิดปกติในการทำงานของร่างกาย (Function Disorder)
- ความผิดปกติเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน (Eating Disorder)
- การอาเจียนโดยสมัครใจ (Voluntary Regurgitation)
- การปฏิเสธที่จะรับประทาน
- รับประทานสิ่งที่รับประทานไม่ได้
- โรคอ้วน (Obesity)
- ความผิดปกติของการขับถ่ายทั้งอุจจาระและปัสสาวะ (Elimination Disorder)

ภาวะความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ระดับรุนแรง
- ขาดเหตุผลในการคิด
- อาการหลงผิด (Delusion)
- อาการประสาทหลอน (Hallucination)
- พฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง

สาเหตุ
1. ปัจจัยทางชีวภาพ (Biology)
2. ปัจจัยทางจิตสังคม (Psychosocial)

ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก
- ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เช่นเด็กปกติ
- รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือกับครูไม่ได้
- มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน
- มีความคับข้องใจ มีความเก็บกดอารมณ์
- แสดงอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
- มีความหวาดกลัว
เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมาก
1. เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit and Hyperactivity Disorders)
2. เด็กออทิสติก (Autistic) หรือ ออทิสซึ่ม (Autisum)

เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit Hyperactivity Disorders)
ADHD เป็นภาวะผิดปกติทางจิตเวชมีลักษณะเด่นอยู่ 3 ประการ คือ
Inattentiveness
Hyperactivity
Impulsiveness

Inattentiveness (สมาธิสั้น)
- ทำอะไรได้ไม่นาน วอกแวก ไม่มีสมาธิ
- ไม่สามารถจดจ่อกับงานที่กำลังทำได้นานเพียงพอ
- มักใจลอยหรือเหม่อลอยง่าย
- เด็กเล็กๆจะเล่นอะไรได้ไม่นาน เปลี่ยนของเล่นไปเรื่อยๆ
- เด็กโตมักทำงานไม่เสร็จตามที่สั่ง ทำงานตกหล่น ไม่ครบ ไม่ละเอียด
Hyperactivity (ซนอยู่ไม่นิ่ง)
- ซุกซนไม่ยอมอยู่นิ่ง ซนมาก
- เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
- เหลียวซ้ายแลขวา
- ยุกยิก แกะโน่นเกานี่
- อยู่ไม่สุข ปีนป่าย
- นั่งไม่ติดที่
- ชอบคุยส่งเสียงดังรบกวนคนรอบข้าง
Impulsiveness (หุนหันพลันแล่น)
- ยับยั้งตัวเองไม่ค่อยได้ มักทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด วู่วาม
- ขาดความยับยั้งชั่งใจ
- ไม่อดทนต่อการรอคอย หรือกฎระเบียบ
- ไม่อยู่ในกติกา
- ทำอะไรค่อนข้างรุนแรง
- พูดโพล่ง ทะลุกลางปล้อง
- ไม่รอคอยให้คนอื่นพูดจบก่อน ชอบมาสอดแทรกเวลาคนอื่นคุยกัน

สาเหตุ
- ความผิดปกติของสารเคมีบางชนิดในสมอง เช่น โดปามีน (dopamine) นอร์อิพิเนฟริน (norepinephrine)
- ความผิดปกติในการทำงานของวงจรที่ควบคุมสมาธิ และการตื่นตัว อยู่ที่สมองส่วนหน้า (frontal cortex)
- พันธุกรรม
- สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสมาธิสั้น
สมาธิสั้น ไม่ได้เกิดจากความผิดของพ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกผิดวิธี ตามใจมากเกินไป หรือปล่อยปละละเลยจนเกินไป และไม่ใช่ความผิดของเด็กที่ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ แต่ปัญหาอยู่ที่การทำงานของสมองที่ควบคุมเรื่องสมาธิของเด็ก

อยู่ไม่สุข (Hyperactivity )
                                                      เเตกต่างกัน
สมาธิสั้น (Attention Deficit )  

ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
- อุจจาระ ปัสสาวะรดเสื้อผ้า หรือที่นอน
- ยังติดขวดนม หรือตุ๊กตา และของใช้ในวัยทารก
- ดูดนิ้ว กัดเล็บ
- หงอยเหงาเศร้าซึม การหนีสังคม
- เรียกร้องความสนใจ
- อารมณ์หวั่นไหวง่ายต่อสิ่งเร้า
- ขี้อิจฉาริษยา ก้าวร้าว
- ฝันกลางวัน
- พูดเพ้อเจ้อ

เด็กพิการซ้อน (Children with Multiple Handicaps)
- เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก
- เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน
- เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด
- เด็กที่ทั้งหูหนวกและตาบอด

ความรู้ที่ได้รับและการนำไปใช้
           ได้ความรู้เกี่ยวกับเด็กพิเศษประเภทต่างๆเพิ่มเติม และมีความรู้เกี่ยวกับลักษณะอาการของเด็กพิเศษเเต่ละประเภทไว้สำหรับใช้ในอนาคตเมื่อได้ไปฝึกสอน อีกทั้งยังได้เเง่คิดดีๆจากประสบการณ์ของอาจารย์ที่นำมาแชร์ให้กับนักศึกษาเพื่อเป็นข้อคิด
ประเมินผล
ประเมินตนเอง เข้าเรียนตรงเวลา เเต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจฟังอาจารย์สอน
ประเมินเพื่อน   เพื่อนทุกคนตั้งใจเรียนไม่พูดคุยเสียงดังขณะที่อาจารย์สอน
ประเมินอาจารย์ อาจารย์เข้าสอนตรงเวลา ให้คำแนะนำนักศึกษาเป็นอย่างดี เเต่งกายเรียบร้อย

วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8
วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560

***สอบกลางภาค***
Midterm Exam



บันทักการเรียนรู้ครั้งที่ 7
วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560

ศึกษาดูงาน ณ โรงเรียนเกษมพิทยา

            วันนี้ครูให้นักศึกษาทุกคนเข้ามาศึกษาดูงานในเรื่องของ การจัดการเรียนการสอนเเบบเรียนรวม ของโรงเรียนเกษมพิทยา โดยอาจารย์ได้มอบหมายให้นักศึกษาสังเกตพฤติกรรมของเด็กพิเศษ จุดเด่นและจุดที่ต้องได้รับการพัฒนา รวมไปถึงพัฒนาการและการส่งเสริม โดยศึกษาข้อมูลจากครูหรือรุ่นพี่ฝึกสอน

             ทุกเช้าของการเรียนการสอน เด็กๆจะมารวมกันเข้าเเถวเคารพธงชาติหน้าเสาธง และออกกำลังกายแอรโรบิคแดนซ์ร่วมกันโดยมีน้องๆอนุบาลหนึ่งห้องออกมาเป็นผู้นำ และจะสับเปลี่ยนกันไปในเเต่ละวันจนครบทุกห้อง


             ต่อมาคุณครูทางโรงเรียนให้นักศึกษาและอาจารย์ที่มาศึกษาดูงานจากเชียงรายเข้าห้องประชุม เพื่อเเนะนำโรงเรียนและการจัดเรียนการสอนภายในโรงเรียน โดยโรงเรียนเกษมพิทยามีโครงการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม คือการรับเด็กพิเศษเข้ามาเรียนกับเด็กปกติ และโรงเรียนเกษมพิทยา จะเปิดรับสมัครนักเรียนโดย ไม่เน้นเรื่องของอายุ เเต่จะเน้นพัฒนาการ โดยมีท่าน ดร.วรนาท รักสกุลไทย เป็นผู้อำนวยการแผนกอนุบาล และท่านศรีวรรณ สายฟ้า เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน


การจัดการเรียนการสอนแบบเรียนรวม
ห้องอนุบาล 3/2
ครูที่ปรึกษา คุณครูกัลยา เทพวงษ์ (คุณครูจก)
นักศึกษาฝึกสอน
1. นายธนรัตน์ วุฒิชาติ (คุณครูบอส)
2. นางสาวจิราวรรณ จันทร์หนองหว้า (คุณครูหน่อย)
3. นางสาวนีรนุช วงษ์อิสลาม (คุณครูนี)

ชื่อ: เด็กชายรัฐนันท์ นิธิวุฒิวรรักษ์
ชื่อเล่น : น้องเน็ต
เพศ : ชาย
อายุ : 7 ปี
ประเภท : ดาวน์ซินโดรม
พฤติกรรมที่พบเห็น
- น้องเน็ตอารมณ์ดี ร่าเริง
- น้องเน็ตมีปัญหาด้านสายตาร่วมด้วย
- ในช่วงกิจกรรมเล่นเครื่องเล่นสนาม น้องเล่นโยนลูกบอลกับเพื่อนๆ แล้วมีเสียงพูด อื้ออ... เอ้ยๆไปด้วย
- น้องเน็ตชอบถ่ายรูป เมื่อได้ถ่ายรูปแล้วน้องจะไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
- คุรครูบอสบอกว่า น้องค่อนข้างมีอารมณ์อ่อนไหว ถ้าบอกว่า "ไม่รักแล้ว จะไปไหนก็ไปเลย" น้องเน็ตจะร้องไห้เสียใจออกมา 
- เวลาเล่นกับเพื่อน น้องจะตีเพื่อนเพราะอยากเล่นด้วย
- น้องเน็ตชอบอยู่กับครูและจะขอความช่วยเหลือจากครูโดยการสะกิดแล้วชี้ไปในสิ่งที่ต้องการ
- การพูดภาษาของน้องจะยังไม่ชัดเจน
- น้องเน็ตชอบทำกิจกรรมเคลื่อนไหว เมื่อทำกิจกรรมเคลื่อนไหวน้องสามารถเคลื่อนไหวได้ดี
- น้องเน็ตเข้าใจคำสั่งของคุณครู เเต่จะทำช้ากว่าเพื่อน
- คุณครูบอสบอกว่าน้องเน็ตชอบฟังนิทาน เมื่อทำกิจกรรมภาษาอังกฤษในห้องน้องตั้งใจฟังนิทาน น้องนั่งดูครูผู้สอน และนั่งเงียบๆเรียบร้อยในขณะที่เด็กคนอื่นจะเข้าไปใกล้ๆครู
- น้องเน็ตจะเข้าไปกอดเเละหอมแก้มเพื่อนบ้าง


 

 
ชื่อ : เด็กหญิงณิชารีย์ คอลล์
ชื่อเล่น : น้องณิชา
เพศ : หญิง
อายุ : 6 ขวบครึ่ง
ประเภท : ออทิสติกแฝง
พฤติกรรมที่พบเห็น
- น้องณิชามีปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์ ถ้าอะไรที่ไม่ถูกใจน้องจะร้องไห้
- น้องณิชาชอบเล่นอยู่กับเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง
- น้องมีทักษะทางด้านภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ
- เมื่อทำกิจกรรมภาษาอังกฤษ น้องสามารถตอบคำถามคุณครูได้ เเละเล่าเรื่องราวของตนเองเกี่ยวกับเรื่องที่ครูเล่าได้
- น้องณิชาสื่อสารกับคุณครูบอสโดยการจับมือคุณครูมาจับหน้าตนเองเพื่อบอกให้รู้ว่าไม่สบาย
- กิจกรรมเคลื่อนไหวภาษาอังกฤษ น้องณิชาเคลื่อนไหวตามคำสั่งของครูได้และหัวเราะสนุกสนาน
- น้องณิชาควรได้รับการช่วยเหลือทางด้านสังคม แต่น้องสามารถทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆได้


                  ท่านผู้อำนวยการกล่าวปิดงาน และทางนักศึกษาสาขาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมมอบของที่ระลึก และกล่าวขอบคุณที่ทางโรงเรียนได้ให้โอกาสนักศึกษาได้เข้ามาดูงาน ได้มาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในการจัดการเรียนการสอนแบบเรียนรวม และพวกเราจะนำความรู้ที่ได้รับในวันนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขอบคุณค่ะ ^^


ความรู้ที่ได้รับและการนำไปใช้
           วันนี้ได้มาเห็นสถานการณ์จริงและพฤติกรรมจริงๆที่เกิดขึ้นของน้องที่มีความต้องการพิเศษ ทำให้มีความรู้มากขึ้นและมีวิธีที่จะช่วยส่งเสริมและดูแลจัดการเรียนการสอนให้น้องได้มีพัฒนาการเท่าๆกับเพื่อน ได้รู้ว่าน้องมีความสามารถที่เหมือนกับเด็กทั่วๆไปเพียงเเค่ต้องไดรับการกระตุ้นให้มากขึ้น

ประเมินผล
ประเมินตนเอง เเต่งกายเรียบร้อย ตรงเวลา ตั้งใจสังเกตพฤติกรรมเด็ก ให้ความร่วมมือกับทางโรงเรียนอย่างดี 
ประเมินเพื่อน   เพื่อนเป็นระเบียบเรียบร้อย ตั้งใจทำหน้าที่ของตนเอง
ประเมินอาจารย์ อาจารย์เป็นกันเองกับนักศึกษา ให้ความรู้และคอยดูแลนักศึกษาเป็นอย่างดี